สิงห์น้ำเงิน 6-1 สิงห์แดง : ประเด็นน่าสนใจจากเกม เชลซี ถลุง มิดเดิ้ลสโบรช์ ยับเยิน ทะยานชิง คาราบาว คัพ
บอลนอกอยุ่ในสายเลือด - 24 ม.ค. 2024
ยอดการรับชม :
0
สิงห์น้ำเงิน 6-1 สิงห์แดง : ประเด็นน่าสนใจจากเกม เชลซี ถลุง มิดเดิ้ลสโบรช์ ยับเยิน ทะยานชิง คาราบาว คัพ

รายการ: ฟุตบอล คาราบาว คัพ รอบรองชนะเลิศ นัดสอง

วันแข่งขัน: วันอังคารที่ 23 มกราคม 2567

สนาม: สแตมฟอร์ด บริดจ์

ผลการแข่งขัน: เชลซี 6-1 มิดเดิ้ลสโบรช์ (สกอร์รวม เชลซี ชนะ 6-2)



ประตู: 1-0 จอนนี่ ฮาวสัน (ยิงตัวเอง) น.15, 2-0 เอ็นโซ เฟร์นานเดซ น.29, 3-0 อักเซล ดิซาซี่ น.36, 4-0 โคล พาลเมอร์ น.42, 5-0 โคล พาลเมอร์ น.77, 6-0 โนนี่ มาดูเอเก้ น.81, 6-1 มอร์แกน โรเจอร์ส น.88


เดิมพันแห่งถ้วย คาราบาว คัพ


แม้อันที่จริง โดยประวัติศาสตร์นานมา ถ้วยที่ 3 อย่าง ลีก คัพ จะไม่ใช่เป้าหมายที่ทีมระดับ เชลซี จะเน้นคว้ามาครองในทุกปี จน 118 ปีของพวกเขา ได้ชมเชยโทรฟี่นี้แค่ 5 ครั้ง


แชมป์หนล่าสุดเมื่อปี 2015 (ยุค โชเซ่ มูรินโญ่) ที่ชนะ สเปอร์ส 2-0 คือแชมป์ถ้วยนี้หนเดียวของ เชลซี ในรอบ 16 ปีหลังทีเดียว


กระนั้น ก็ชัดเจนว่า เชลซี ในปีแรกสุดของ เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ ซีซั่นนี้มี คาราบาว คัพ เป็นหนึ่งในถ้วยที่ "จ้องจะเอา" ด้วยเพราะ 2 ปัจจัยหลักคือ 1) ความที่เป็นทีมสายเลือดใหม่ ขึ้นยุคใหม่ทั้ง นักเตะ-กุนซือ-เจ้าของทีม ดังนั้นตอนนี้ ถ้วยไหนเอาได้ก็เหมาหมด (เหมือน แมนฯ ซิตี้ ช่วงแรกที่ได้ทุนตะวันออกกลาง) กับ 2) เพื่อเป็นรางวัลปลอบใจแฟนๆ กับการต้อง "จำทน" ยอมรับความตกต่ำ หลุดออกจากการเป็นทีมหัวแถวของประเทศ


การตกเป็นรองด้วยสกอร์ 0-1 จากเกมแรก ไม่ถือว่ายากเกินไป เมื่อรูปเกมจากนัดแรกก็ฟ้องอยู่แล้วว่า เชลซี ดีกว่า เหนือกว่าแบบครองบอล 70:30% และยังสร้างโอกาสจบได้มากถึง 18 ครั้ง


ฝั่ง เดอะ โบโร่ ของ ไมเคิ่ล คาร์ริค มีหน้าที่ต้องตรึงสกอร์จากเกมแรกให้นานที่สุด และหวังว่าจะยิง เชลซี เพิ่มได้ด้วยเพื่อเอาชัวร์


สำหรับถ้วยนี้ สิงห์แดง เคยไปถึงมา 1 สมัย ในปี 2004 ที่เอาชนะ โบลตัน วันเดอเรอร์ส 2-1 นัดชิงที่คาร์ดิฟฟ์ และถ้าเข้าชิงได้ จะเป็นการเข้าชิงบอลถ้วยหนแรกถัดจากปี 2006


อย่างไรก็ตาม คงต้องถือว่าสภาพร่างกายของ โบโร่ เป็นรอง เชลซี อยู่พอสมควร เมื่อพวกเขาเพิ่งผ่านเกม แชมเปี้ยนชิพ มาเมื่อวันเสาร์ เสมอ ร็อตเตอร์แฮม 1-1 ส่วนทาง เชลซี ได้พักมา 10 วันเต็มถัดจากเกมชนะ ฟูแล่ม 1-0 เมื่อ 13 ม.ค.



ยินดีต้อนรับ กัปตันเบน

แม้ยังมีตัวเจ็บบานเบอะร่วมสิบราย (บวกด้วย นิโคลัส แจ๊คสัน ไปรับใช้ชาติ) จน โปเช็ตติโน่ อดรนทนไม่ไหวต้องเรียกตัวส่งออกยืมทั้ง เซซาเร่ คาซาเดอี, อันเดรย์ ซานโตส และ ดีเอโก้ โมเรยร่า กลับเข้าร่วมทีมก่อนกำหนด ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา


แต่ข่าวดีก็ยังมีว่า เบน ชิลเวลล์ แบ็กซ้ายกัปตันทีม พร้อมรบเต็มที่แล้ว ภายหลังฟื้นฟิตกลับมาลงสำรองท้ายเกมกับ ฟูแล่ม สิบวันที่แล้ว


และเมื่อ ชิลเวลล์ มีชื่อใน 11 คนแรกของเกมนี้ ก็เท่ากับเป็นการคืนสนามตัวจริงอีกครั้งของดาวเตะวัย 27 ถัดจากเกมชนะ ไบรท์ตัน 1-0 เมื่อ 27 ก.ย. ปีที่แล้ว ทีเดียว


อย่างไรก็ตาม เมื่อ ชิลเวลล์ คืนสนามที่ฝั่งซ้ายแล้ว ฝั่งขวาก็กลับขาด มาโล กุสโต้ เพิ่มไป ถัดจากที่ รีซ เจมส์ พักยาวอยู่ก่อน -- ผลคือ อักเซล ดิซาซี่ เซนเตอร์ร่างใหญ่ 190 ซม. ต้องโยกออกมายืนแบ็กขวาจำเป็นแทน


ส่วนอื่นๆ ไม่ต่างจากชุดเดิมๆ มากนัก น่าสนใจตรงที่ คอนเนอร์ กัลลาเกอร์ โดนดร็อปสำรอง และ มิไคโล มูดริค ได้เล่นตัวจริงเป็นกลางรุกฝั่งซ้าย


อ่อ และด้วยตัวเจ็บที่ยังเยอะอย่างที่ว่า ก็ทำให้มีชื่อใหม่ๆ บนม้านั่งสำรองอยู่ทั้ง ลีโอ คาสเซิ่ลดีน กลางเด็กวัย 18, เท็ด เคิร์ด ประตูเด็ก 17 รวมถึง ลูคัส เบิร์กสตรอม ประตูวัย 21 อีกคนด้วย



โบโร่ เปลี่ยนทีม เปลี่ยนระบบ

อย่างที่ว่า สภาพร่างกายของ โบโร่ วันนี้ถือว่าเป็นรอง เชลซี โดยเฉพาะการมีตัวเจ็บเพิ่ม (ซึ่ง เชลซี ดูจะชินเสียแล้ว) ไม่มีทั้ง เอ็มมานูเอล ลาเต้ ลัธ, อเล็กซ์ บันกูร่า และ ไรลี่ย์ แม็คกรี - แซม ซิลเวร่า - เซนี่ เดียง ที่สามรายหลังยกขบวนกันไปเตะ AFCON


แรกสุดคือทีมเปลี่ยน เปลี่ยน 4 จุดจาก เกม ชปช. วันเสาร์


ถัดมาคือทีมเปลี่ยน เปลี่ยนเยอะเลยจากเกมชนะ เชลซี 1-0 ที่ริเวอร์ไซด์


และสำคัญสุดคือระบบการเล่น ก็เปลี่ยนด้วย จากวันนั้นที่ประสบความสำเร็จจาก 3-4-2-1 แพ็คหลังบ้านและแดนกลางแน่นไว้ก่อน วันนี้เปลี่ยนเป็น 4-2-3-1 สมัยนิยม


คู่เซนเตอร์แบ็กใช้ ดาเอล ฟราย กับ แม็ตต์ คล้าร์ก ส่วนแบ็กซ้ายเป็น ลูคัส เอ็นเกล และแบ็กขวา ราฟ ฟาน เดน เบิร์ก น้องชายวัย 19 ของ เซปป์ ฟาน เดน เบิร์ก กองหลัง ลิเวอร์พูล


และแม้หมากของ ไมเคิ่ล คาร์ริค จะเพิ่มความซับซ้อนเข้าไปหน่อย เมื่อลงไปในสนามแล้ว เวลาตั้งรับจะมี จอนนี่ ฮาวสัน กองกลางกัปตันทีม ถอยต่ำลงสุดเป็นเหมือน "เซนเตอร์แบ็กใส่ไข่" เพิ่มพิเศษ ทำให้กลายเป็นแผงรับ 5 กองหลัง เหมือนในเกมแรก


แต่เมื่อ เชลซี คลำเป้าเจอแต่เนิ่นๆ และไหลมาเทมาเป็นน้ำป่า ระบงระบบอะไรก็ไร้ความหมาย



ชัดเจนว่าบทเรียนจากเกมแรก ที่เจาะหลังบ้าน โบโร่ ไม่เข้า ทำให้สิบกว่านาทีแรก เชลซี พยายามลองวิธีใหม่ ใช้การสาดจากแนวลึกขึ้นหน้า โจมตีด้วยการสอดจากแถวสองของตัวรุก


หลังจากบอลโยน 3-4 หนที่ไม่เข้าเป้า ก็มาทำได้ใกล้เคียงในนาที 12 ติอาโก้ ซิลวา หยอดจากแดนตัวเองขึ้นหน้าให้ เบน ชิลเวลล์ วิ่งสอดเข้าโขกตัดหน้านายทวาร ทอม โกลเวอร์ และลูกหลุดกรอบไปนิดเดียว


และไม่นานนัก 1-0 ที่ เชลซี ต้องการก็มาในนาทีที่ 15 เบน ชิลเวลล์ เก็บลูกได้ที่หน้าเขตโทษแล้วแทงเปรี้ยงให้ ราฮีม สเตอร์ลิ่ง หลุดเข้าไปโชว์ความเยือกเย็น ไม่ยิงเองแต่จ่ายให้ อาร์มันโด้ โบรย่า ซึ่งแม้จะโดนขวางตอนสับไก แต่ก็กลายเป็นดีเมื่อตัวบล็อกอย่าง จอนนี่ ฮาวสัน กลางรับที่เป็น CB พิเศษนั่นแหละ กระแทกลูกเข้าประตูตัวเองไปเสีย


ลูกแรกมาเร็วจี๋ ลูกสองลูกสามก็ตามติด


ราฮีม สเตอร์ลิ่ง ควรต้องได้รับคำชมและเสียงปรบมืออย่างกึกก้อง กับการมีส่วนร่วมทั้ง 3 ประตู ที่แม้จะไม่ได้ยิงเองเลยก็ตาม


1-0 จ่ายให้ โบรย่า โดนตัดเป็น OG.


2-0 ตอกส้นเนียนกริบให้ อักเซล ดิซาซี่ หลุดเข้าไปจ่ายถึง โบรย่า ยิงติดบล็อก และลูกไหลเข้าทางปืน เอ็นโซ เฟร์นานเดซ


3-0 แอสซิสต์โดยตรง ปาดจากขวาเข้าในให้ ดิซาซี่ ชาร์จไม่เหลือ



จบตั้งแต่ครึ่งแรก

ไม่ใช่แค่ 3-0 แต่ยังฉีกกระจายเป็น 4-0 ในครึ่งแรก เมื่อ โคล พาลเมอร์ (ซึ่งจริงๆ มีครึ่งแรกที่เงียบ) ขโมยบอลจาก แดเนียล บาร์ลาเซอร์ ที่เงอะงะทะเล่อทะล่า มาล่อเป้าเข้าไปอย่างเฉียบคม


แน่นอนว่านี่คือครั้งแรกของ เชลซี ในยุค โปเช็ตติโน่ ที่กล้าๆ นำห่างชาวบ้าน 4-0 ในเพียงครึ่งแรกครึ่งเดียว


และก็แน่นอนเช่นกันว่า เกมที่ สแตมฟอร์ด บริดจ์ จบลงที่ตรงนี้แหละ เวลาที่เหลืออีก 45 นาทีหลังไม่มีความหมายแล้ว แฟนบอลจอตู้แยกย้ายเข้านอนได้ ส่วนแฟนบอลในสนาม ถ้าอยากกลับบ้านเร็วหน่อยและไม่เสียดายตังค์ค่าตั๋ว ก็กลับได้เลยทันทีเหมือนกัน


สถิติครึ่งแรกบอกว่า เชลซี ดีกว่าอย่างเบ็ดเสร็จจริง ตั้งแต่ครองบอล 64:36% หรือสร้างโอกาสยิง 8:2 และยิงตรงกรอบ 4:1


ยังหมายความว่า เชลซี ยิงเข้ากรอบ 4 หน ได้มา 4 ประตู ทอม โกลเวอร์ นายด่านโบโร่ที่นัดแรกกดไป 4-5 เซฟ ไม่เหลือลายจอมหนึบในวันนี้



ครึ่งหลังแค่น้ำจิ้ม

ด้วยสกอร์ที่ขาดลอยแล้ว 4-0 ในครึ่งแรก ทำให้ โปเช็ตติโน่ ทยอยเปลี่ยนตัวอย่างมันมือจนครบโควตา และแฟนๆ (ที่ยังปักหลัก) ได้เห็นฟอร์มเทพนานทีปีหนของ คอนเนอร์ กัลลาเกอร์ ที่จัด 2 แอสซิสต์ให้ทั้ง โคล พาลเมอร์ กับ โนนี่ มาดูเอเก้ ยิงเพิ่มเป็น 5-0 กับ 6-0


และยังได้เห็นเด็กใหม่ ลีโอ คาสเซิ่ลดีน เจ้าหนูกองกลางอังกฤษวัย 18 ลงประเดิมชุดใหญ่ เชลซี ช่วงไม่กี่นาทีท้ายด้วย


ส่วนประตูตีไข่แตก 1-6 ของโบโร่ ความสำคัญมีแค่ให้แฟนๆ สิงห์แดงในสนามได้ออกท่าออกทางเฮกับเขาหน่อย รวมถึงส่ง มอร์แกน โรเจอร์ส หอกดาวรุ่งวัย 21 ขึ้นนำดาวซัลโว คาราบาว คัพ ปีนี้ ด้วยยอด 5 ประตู


สำหรับ โรเจอร์ส เป็นอีกหนึ่งผลผลิตจากอะคาเดมี่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (ที่คว้าจาก เวสต์บรอมวิช มาปั้้นต่อ) ก่อนถูก โบโร่ ซื้อไปเมื่อซัมเมอร์ที่แล้ว ถึงตรงนี้กดแล้ว 7 ลูก ก็คงต้องถือว่าน่าจับตาทีเดียวสำหรับหอกเด็กรายนี้





สิงห์ถึงชิงแล้ว หงส์จะมาตามนัดไหม?

เชลซี ชนะเกมนี้ 6-1 และชนะสกอร์รวม 6-2 ผ่านเข้าชิงชนะเลิศ คาราบาว คัพ ไปลุ้นแชมป์สมัยที่ 6


ไม่ต้องสงสัย พวกเขาต้องการแชมป์ถ้วยนี้ ด้วย 2 เหตุผลหลักที่เอ่ยถึงไปแล้วข้างต้น


แต่ เชลซี ก็คงต้องตั้งความหวังว่า มันจะไม่เกิดข้อผิดพลาดซ้ำ 3 ให้หลังจากการเข้าชิง 2 หนหลังสุด...ที่แพ้กลับออกมาจาก เวมบลีย์ ทั้งสองนัด


2019 เสมอ แมนฯ ซิตี้ 0-0 แล้วแพ้จุดโทษ 3-4


2022 เสมอ ลิเวอร์พูล 0-0 แล้วก็แพ้จุดโทษมาราธอน 10-11


ยังเป็นคำถามว่า เมื่อหนึ่งในตัวเก็งอย่าง เชลซี เข้าชิงได้ไม่พลาดแล้ว ลิเวอร์พูล ล่ะ จะมาตามนัดไหม -- ด้วยสกอร์ชนะ 2-1 จากเกมแรกที่แอนฟิลด์ ทำให้ ลิเวอร์พูล กุมความได้เปรียบเหนือ ฟูแล่ม อยู่พอตัว ก่อนเตะชี้ขาดคืนพุธนี้


นัดชิง คาราบาว คัพ 2024 จะทราบโฉมหน้าคู่ชิงชนะเลิศ ในเพียงชั่วข้ามคืนถัดจากนี้


หากว่าเป็น ลิเวอร์พูล เข้าชิงได้ตามคาด ก็จะเป็น "รีแมตช์" นัดชิงเมื่อ 2 ปีก่อน และจะเป็นเกมใหญ่ที่ถูกจับตามอง


แต่หากว่าเป็น ฟูแล่ม ที่หลุดเข้ามา...


เชลซี ก็ฉีกยิ้มรอเลย เมื่อการเจอกันสองนัดซีซั่นนี้ เชลซี ชนะทั้งไปกลับ 2-0 เยือน และ 1-0 เหย้า!